วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สคร.9 ลุยลงพื้นที่ภัยน้ำท่วม พบส่วนใหญ่เป็นโรคน้ำกัดเท้า แนะล้างและเช็ดเท้าให้สะอาด ใส่อุปกรณ์ป้องกันเท้าจะปลอดโรคได้



 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2556 แพทย์หญิงหรรษา รักษาคม รองผู้อำนวยการ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค พร้อมด้วย ดร.นิรมล พิมพ์น้ำเย็น หัวหน้ากลุ่มพัฒนาวิชาการ และคณะเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานได้ลงพื้นที่ บ้านเนินกุ่ม ตำบลเนินกุ่ม อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามประเมินสถานการณ์น้ำท่วม ให้การช่วยเหลือสนับสนุนยาชุดน้ำท่วม รองเท้าบูธ เวชภัณฑ์ยาต่าง ๆ และสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อการป้องกันควบคุมโรคให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัย จากพนังกั้นน้ำแตก จนทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ ประชาชนได้รับความเดือนร้อนกว่า 100 หลังคาเรือน

ด้าน เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ ของหน่วยงานกล่าวต่อว่า กรมควบคุมโรค มีความเป็นห่วงสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ประสบภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขจากสภาวะน้ำท่วมขังที่เกิดขึ้น ผู้ประสบอุทกภัยยังต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพอนามัยหลายด้าน เพราะกระแสน้ำจะพาสิ่งสกปรก เชื้อโรค แพร่กระจาย แหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคปนเปื้อน สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง พาหะนำโรคต่าง ๆ เจริญเติบโตได้ดี ปริมาณเชื้อก่อโรคมีจำนวนเพิ่มขึ้นและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เกิดโรคผิวหนังจากการสัมผัสกับสารเคมีสิ่งสกปรก

ประชาชนและทหารที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยส่วนใหญ่เป็น โรคน้ำกัดเท้า จากการแช่เท้านาน ๆ ในน้ำ โรคนี้เกิดจากเชื้อรา มีสาเหตุมาจากการแช่เท้าในน้ำที่มีเชื้อโรค เช่น ขยะมูลฝอยปะปนอยู่ ทำให้ผิวหนังระคายเคือง ผัวหนังแดง รอบๆ เป็นขอบนูนวงกลม คัน ถ้าเกาจะเป็นแผล มีน้ำเหลืองเยิ้ม และถ้าเป็นมากแผลจะอักเสบ บวม มีหนองหรือเป็นฝี มีอาการเจ็บปวด เดินไม่ไหว ไข่ดันบวม และมีไข้ ในระยะแรกที่มีอาการ เท้ายังไม่เป็นเชื้อรา เป็นแค่เท้าเปื่อย และมีเชื้อหนอง เชื้อราจะเกิดเมื่อเท้าอับชื้นเป็นเวลานาน เช่น ใส่รองเท้าที่อบหรือชื้นแฉะทั้งวันเดินย่ำน้ำ แช่เท้าอยู่ในน้ำเป็นเวลานานและไม่เช็คเท้าให้แห้ง

เภสัชกรเชิดเกียรติ แนะนำการปฏิบัติตัวว่า ถ้าจำเป็นต้องเดินย่ำน้ำ ควรใส่รองเท้าบู๊ทกันน้ำ หากน้ำล้นเข้าไปในรองเท้าบู๊ท ให้ถอดแล้วเทน้ำในรองเท้าออกเป็นคราว ๆ ไม่ควรแช่น้ำอยู่ตลอดเวลา หากหารองเท้าบู๊ทไม่ได้ให้ใช้ถุงพลาสติกดำมาประยุกติ์ใช้ทำรองเท้ากันน้ำชั่วคราว หลังจากการเดินย่ำน้ำทุกครั้ง ต้องล้างเท้าให้สะอาด ฟอกสบู่ให้ทั่ว และใช้ผ้าสะอาดเช็คให้แห้ง โดยเฉพาะตามซอกนิ้วเท้า แต่หากมีบาดแผล ให้ใช้แอลกอฮอล์เช็ครอบบาดแผล แล้วใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น ทิงเจอร์เบตาดีน ส่วนการป้องกันนั้น ควรหลีกเลี่ยงการย่ำน้ำสกปรกหรือแช่เท้าในน้ำเป็นเวลานาน ๆ ไม่ควรใส่รองเท้าที่อบทั้งวัน และไม่ใส่รองเท้าที่เปียกชื้น เมื่อกลับเข้าบ้านทุกครั้ง ควรล้างเท้าให้สะอาด และเช็คให้แห้งด้วยผ้าสะอาด

ข้อความหลัก " ป้องกันแช่น้ำสกปรก ล้างเท้าสะอาด เช็ดให้แห้ง คือวิธีป้องกันโรคน้ำกัดเท้า ”

ดู Clip VDO วิธีทำรองเท้ากันน้ำฉุกเฉิน ที่http://www.youtube.com/watch?v=xWMBGJ-dSiU

เฉพาะกิจเกาะติดการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อป้องกันควบคุมโรคจากภาวะน้ำท่วม ปี 2556 เขตภาคเหนือตอนล่าง ที่ http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/special/flood56.html

ฟังเพลงรณรงค์โรคจากฤดูฝนที่ https://soundcloud.com/prdpc9/cbo7hzkfwyra

Download ประกาศกรมควบคุมโรค เตือนภัยโรคจากฤดูฝนที่http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/tranfers/guideline/2556/2556_06_06_rain.pdf

ข่าวที่เกี่ยวข้อง “ สคร.9 แนะวิธีง่ายป้องกันไม่ให้เกิดบาดแผลเปิดจากอุบัติเหตุขณะน้ำท่วม ป้องกันติดเชื้อรุนแรง “ ที่ https://www.facebook.com/media/set/?set=a.521595964595974.1073742005.162933320462242&type=1




 
ข่าวนี้สนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 4 กรมควบคุมโรค : การเตรียมความพร้อม และดำเนินการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพในสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติ อย่างรวดเร็ว ตามความต้องการของพื้นที่ และได้มาตรฐานสากล

รายละเอียดภาพข่าวนี้ https://www.facebook.com/media/set/?set=a.522804357808468.1073742008.162933320462242&type=1


        


รหัสข่าว 004041056.4
สิริกุล สิทธิพร ถิ่นจันทร์ / รายงาน
มณีวรรณ ปักษา / เผยแพร่
เชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ/ ตรวจทาน
โดย…กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ
สำนักงานป้องควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก
กรมควบคุมโรค รู้ก่อน รู้ทัน ป้องกันได้
โทร 0-5521-4615-7 ต่อ 334 โทรสาร 0-5532-1238
Email : dpc9phs@yahoo.com
ดูข่าวสุขภาพใหม่ ๆ ตลอดเวลาได้ที่http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd

สคร.9 เผยพื้นที่น้ำท่วมเสี่ยงป่วยโรคอาหารเป็นพิษ อุจาระร่วงพุ่ง แนะใช้กุญแจ 10 หลักป้องโรค



 เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค เผยว่า โรคที่มีความเสี่ยงการเกิดโรคสูงที่สุดขณะน้ำท่วมและหลังน้ำลด คือ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน และปัญหาด้านสุขอนามัยสิ่งแวดล้อมจากของเสียต่าง ๆ ดังนั้นชุมชนและประชาชนควรมีความรู้ในการป้องกันโรคอย่างถูกวิธี มิฉะนั้นจะส่งผลต่อการเกิดโรคระบาดต่าง ๆ ตามมาได้ง่าย

สาเหตุสำคัญมาจาก โรคอาหารเป็นพิษ ที่เป็นโรคติดต่อทางอาหารและน้ำที่พบได้บ่อย เกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป ซึ่งมักพบในอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ จากเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว และไข่เป็ด ไข่ไก่ รวมทั้งอาหารกระป๋อง อาหารทะเล และน้ำนมที่ยังไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ นอกจากนี้อาจพบในอาหารที่ทำไว้ล่วงหน้านาน ๆ แล้วไม่ได้แช่เย็นไว้ หรือไม่ได้อุ่นให้ร้อนเพียงพอก่อนรับประทาน รวมทั้งอาหารกล่องปรุงสำเร็จที่มีผู้บริจาคให้ประชาชนที่ประสบอุทกภัย สาเหตุของอาหารเป็นพิษมีมากมาย และอาการของอาหารเป็นพิษก็มีหลากหลายตามไปด้วย อาจแบ่งชนิดของอาหารเป็นพิษได้หลายแบบ เช่น ตามชนิดของเชื้อ ตามสารพิษหรือพิษในอาหาร หรือตามอาการเจ็บป่วย

ส่วนใหญ่แล้วภาวะอาหารเป็นพิษมักจะไม่มีอาการรุนแรง และอาการจะเป็นไม่นาน ผู้ป่วยอาจมีเพียงอาการท้องเสียเพียงแค่สองสามวัน อาจมีไข้ต่ำๆ หรือบางคนไม่มีไข้เลยก็ได้ อาจเพียงรู้สึกปวดมวนท้องบ้างเล็กน้อย หากเชื้อติดเชื้อบางชนิดทำให้เกิดการอักเสบที่กระเพาะอาหารและลำไส้ ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง ซึ่งถ้าถ่ายมากจะเกิดอาการขาดน้ำและเกลือแร่ได้ และบางรายอาจมีอาการรุนแรง เกิดการอักเสบที่อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น ข้อและกระดูก ถุงน้ำดี กล้ามเนื้อหัวใจ ปอด ไต เยื่อหุ้มสมอง และเมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสโลหิตจะทำให้เกิดโลหิตเป็นพิษ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภูมิต้านทานลดน้อย เช่น เด็กทารก เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ โรคเบาหวาน หรือโรคเอดส์ หากภาวะอาหารเป็นพิษนี้เกิดขึ้นการติดเชื้อจะรุนแรงและทำให้ถึงกับเสียชีวิตได้

ผู้ที่มีอาการถ่ายเหลวเป็นเนื้อปนน้ำไม่จำเป็นรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อทันที แต่หากมีอาการถ่ายเหลวตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป หรือมีถ่ายเป็นน้ำ 1 ครั้งขึ้นไปใน 1 วัน ให้ดื่มสารละลายเกลือแร่ โอ อาร์ เอส จะช่วยป้องกันและรักษาภาวะขาดน้ำ แต่เมื่อถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด จึงจะต้องรีบไปพบแพทย์ทันที โรคอาหารเป็นพิษ เป็นโรคที่ประชาชนสามารถป้องกันได้ ด้วยการกันดูแลสุขอนามัยในการรับประทานอาหาร การเก็บอาหาร และการปรุงอาหาร รวมทั้งล้างมือหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง

จึงขอแนะนำง่าย ๆ 10 ประการ เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากโรคอุจจาระร่วงและอาหารเป็นพิษช่วงเกิดน้ำท่วมคือ คือ
1) เลือกอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตอย่างปลอดภัย เช่น นมที่ผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรซ์ ผักผลไม้ควรล้างด้วยน้ำปริมาณมากๆ ให้สะอาดทั่วถึง
2) ปรุงอาหารให้สุกทั่วถึงก่อนรับประทาน
3) รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ
4) หากมีความจำเป็นต้องเก็บอาหารที่ปรุงสุกไว้นานกว่า 4-5 ชั่วโมง ควรเก็บไว้ในตู้เย็นส่วนอาหารสำหรับทารกนั้นไม่ควรเก็บไว้ข้ามมื้อ
5) ก่อนที่จะนำอาหารมารับประทานทุกครั้งควรอุ่นให้ร้อนก่อน
6) ไม่นำอาหารที่ปรุงสุกแล้วมาปนกับอาหารดิบอีกเพราะอาหารที่สุกอาจปนเปื้อนเชื้อโรคได้
7) ล้างมือให้สะอาด ไม่ว่าจะเป็นก่อนการปรุงอาหาร ก่อนรับประทาน และโดยเฉพาะหลังการเข้าห้องน้ำ
8) ดูแลความสะอาดของพื้นที่สำหรับเตรียมอาหาร ล้างทำความสะอาดหลังการใช้ทุกครั้ง
9) เก็บอาหารให้ปลอดภัยจากแมลง หนู หรือสัตว์อื่นๆ
10) ใช้น้ำสะอาดในการปรุงอาหาร และควรระวังเป็นพิเศษในการใช้น้ำสะอาดเพื่อเตรียมอาหารให้เด็กทารก

เภสัชกรเชิดเกียรติ กล่าวทิ้งท้ายว่าขอให้ประชาชนทุกคนระมัดระวังตนเอง ลูกหลาน และครอบครัว จากโรคอาหารเป็นพิษ ท่านก็จะปลอดภัยจากการเจ็บป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงได้ แต่หากมีอาการเจ็บป่วยผิดปกติต้องรีบไปทำการตรวจรักษาที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านทันที หรือหากพบผู้ป่วยอุจาระร่วงที่มีอาการรุนแรง หรือมีจำนวนหลายคนควรแจ้งอาสามาสมัครสาธารณสุข (อสม.) หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้เคียงที่สุดทราบเพื่อควบคุมไม่ให้โรคแพร่กระจาย หากมีข้อสงสัยติดต่อได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์ โทรศัพท์ 1422

ข้อความหลัก " กินอาหารร้อน สุก สะอาด ปราศจากพิษ ล้างมือเป็นนิจ ป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ ชีวิตปลอดภัย ”

ดู Clip VDO คำแนะนำการทำน้ำเกลือแร่จากของในบ้าน ที่http://www.youtube.com/watch?v=CVhkYd-BDTE

เฉพาะกิจเกาะติดการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อป้องกันควบคุมโรคจากภาวะน้ำท่วม ปี 2556 เขตภาคเหนือตอนล่าง ที่ http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/special/flood56.html

ฟังเพลงรณรงค์โรคจากฤดูฝนที่ https://soundcloud.com/prdpc9/cbo7hzkfwyra

Download ประกาศกรมควบคุมโรค เตือนภัยโรคจากฤดูฝนที่http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/tranfers/guideline/2556/2556_06_06_rain.pdf

ข่าวที่เกี่ยวข้อง “ สคร.9 เตือนน้ำหลาก ประชาชนควรเน้นย้ำสิบบัญญัติสกัดโรคที่มากับน้ำท่วม “ ที่https://www.facebook.com/media/set/?set=a.492325610856343.1073741951.162933320462242&type=1




 
ข่าวนี้สนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 3 กรมควบคุมโรค : การสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงและได้ผล เพื่อป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ

รายละเอียดภาพข่าวนี้ https://www.facebook.com/media/set/?set=a.522714531150784.1073742007.162933320462242&type=1


        


รหัสข่าว 003041056.3
จิดาภา รอดอยู่ / เผยแพร่
เชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ/ ตรวจทาน
โดย…กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ
สำนักงานป้องควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก
กรมควบคุมโรค รู้ก่อน รู้ทัน ป้องกันได้
โทร 0-5521-4615 -7 ต่อ 333 หรือ 334 โทรสาร 0-5532-1238
Email : dpc9phs@yahoo.com
ดูข่าวสุขภาพใหม่ ๆ ตลอดเวลาได้ที่ http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd

สคร.9 แนะวิธีง่ายป้องกันไม่ให้เกิดบาดแผลเปิดจากอุบัติเหตุขณะน้ำท่วม ป้องกันติดเชื้อรุนแรง



   เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ช่วงนี้ประชาชนหลายจังหวัดของประเทศไทย กำลังประสบปัญหาอุทกภัยอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายเดือนติดต่อกัน กรมควบคุมโรค จึงมีความห่วงใยในสุขภาพอนามัยของประชาชนประสบภัยน้ำท่วม ที่อาจมีอุบัติเหตุต่างๆ จนทำให้เกิดบาดแผลตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย การไม่ดูแลรักษาบาดแผลให้ถูกต้อง อาจทำให้มีการติดเชื้อเข้าสู่ร่างกายและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ประชาชนควรมีความรู้การดูแลบาดแผลเบื้องต้น เพื่อป้องกันการติดเชื้อไม่ให้ลุกลามมากขึ้น

ลักษณะของบาดแผลมีทั้งบาดแผลเปิดและบาดแผลปิด บาดแผลปิด หมายถึง บาดแผลที่ไม่มีรอยแยกของผิวหนังปรากฎให้เห็น เกิดจากการที่ร่างกายกระแทกกับของแข็ง และมีการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ และเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนัง มองเห็นเป็นรอยฟกช้ำ บวม ส่วนบาดแผลเปิด หมายถึง บาดแผลที่ทำให้เกิดรอยแยกหรือการฉีกขาดของผิวหนังและเนื้อเยื่อ เช่น ของมีคมบาดผิวหนึง การทิ่มตำจากของแหลมที่เดินย่ำน้ำหรือโคลน ฯลฯ การปฏิบัติตัวเมื่อเกิดบาดแผลปิด คือ ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก ต้องประคบด้วยความเย็น เอาน้ำแข็งห่อด้วยผ้าสะอาดประคบไว้ประมาณ 15-20 นาที เพื่อไม่ให้มีเลือดออกใต้ผิวหนังมากขึ้น ลดอาการบวม และระงับอาการปวด หลังจาก 24 ชั่วโมงไปแล้ว ต้องประคบด้วยความร้อน และทายาขี้ผึ้ง ยาหม่อง ปาล์ม หรือทายา บาดแผลฟกช้ำ เพื่อละลายลิ่มเลือดใต้ผิวหนัง

เภสัชกรเชิดเกียรติ กล่าวต่อว่า ส่วนการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดบาดแผลเปิดนั้น คือ ผู้ทำแผลต้องล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ก่อนและหลังทำความสะอาดแผล จากนั้นใช้น้ำสะอาดและสบู่ล้างแผลเพื่อล้างสิ่งสกปรกและสิ่งแปลกปลอมออกจากแผลแล้วจึงใช้ผ้าสะอาดซับแผลให้แห้ง ใช้สำลีหรือผ้าสะอาดชุบแอลกอฮอล์เช็ดบริเวณรอบๆ แผล แล้วใส่ยาฆ่าเชื้อโรค เช่น เบตาดีน ใช้ผ้าก๊อตปิดแผลไว้ ยกเว้นถ้าเป็นแผลถลอกไม่มากไม่ต้องปิดแผล บาดแผลที่มีการฉีกขาดมากหรือเป็นแผลลึกมากและมีเลือดไหล ให้ใช้ผ้าสะอาดกดบริเวณที่เลือดไหลจนเลือดหยุดไหลแล้วรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน ถ้าบาดแผลสกปรกควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก หากมีอาการผิดปกติ เช่น เป็นหนอง ปวดมาก แผลบวมมากขึ้น เลือดซึมมาก มีไข้เฉียบพลันต้องรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันเชื้อลุกลามจนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ที่สำคัญประชาชนควรดูแลตนเองและบุตรหลานหลีกเลี่ยงการทำให้แผลเปียกน้ำ ผู้ที่มีแผลที่บริเวณเท้าหรือขาไม่ควรเดินย้ำน้ำเพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ ถ้าจำเป็นต้องเดินย่ำน้ำ ควรใส่รองเท้าบู๊ทกันน้ำ หากหารองเท้าบู๊ทไม่ได้ให้ใช้ถุงพลาสติกขนาดใหญ่มาประยุกติ์ใช้ทำรองเท้ากันน้ำชั่วคราว โดยสวมถุงพลาสติกทั้ง 2 เท้าให้สูงเหนือเข่าหรือเหนือระดับน้ำท่วม จากนั้นสวมถุงเท้าทับถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง พร้อมกับไล่ลมออกจากถุงพลาสติกเพื่อให้ถุงแนบกับเท้าหรือขามากที่สุด แล้วใช้เชือกมัดกระชับปิดปากถุงเหนือระดับน้ำเพื่อป้องกันน้ำเข้า และขั้นสุดท้ายสวมรองเท้าหุ้มส้น แต่ก็ไม่ควรใส่แบบนี้ตลอดทั้งวัน เมื่อกลับเข้าบ้านที่สูงน้ำท่วมไม่ถึง ควรล้างเท้าให้สะอาด ฟอกสบู่ให้ทั่ว และเช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาด

ข้อความหลัก " ลุยน้ำ ย่ำโคลน เกิดแผล อาจเสี่ยงติดเชื้อโรครุนแรง ”

ดู Clip VDO วิธีทำรองเท้ากันน้ำฉุกเฉิน ที่http://www.youtube.com/watch?v=xWMBGJ-dSiU

เฉพาะกิจเกาะติดการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อป้องกันควบคุมโรคจากภาวะน้ำท่วม ปี 2556 เขตภาคเหนือตอนล่าง ที่ http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/special/flood56.html

ฟังเพลงรณรงค์โรคจากฤดูฝนที่ https://soundcloud.com/prdpc9/cbo7hzkfwyra

Download ประกาศกรมควบคุมโรค เตือนภัยโรคจากฤดูฝนที่http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/tranfers/guideline/2556/2556_06_06_rain.pdf

ข่าวที่เกี่ยวข้อง “ สคร.9 หวั่นโรคฉี่หนูพุ่งในกลุ่มเกษตรกรและผู้ลุยน้ำย่ำโคลนช่วงน้ำมาก แนะ 7 มาตรการเข้มตัดตอนโรคลดเสี่ยง “ ที่ https://www.facebook.com/media/set/?set=a.520109594744611.1073741999.162933320462242&type=1


 
ข่าวนี้สนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 3 กรมควบคุมโรค : การสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงและได้ผล เพื่อป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ

รายละเอียดภาพข่าวนี้ https://www.facebook.com/media/set/?set=a.521595964595974.1073742005.162933320462242&type=1

        

มณีวรรณ  ปักษา / เผยแพร่
เชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ/ ตรวจทาน
โดย…กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ
สำนักงานป้องควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก
กรมควบคุมโรค รู้ก่อน รู้ทัน ป้องกันได้
โทร 0-5521-4615 -7 ต่อ 333 หรือ 334 โทรสาร 0-5532-1238
Email : dpc9phs@yahoo.com
ดูข่าวสุขภาพใหม่ ๆ ตลอดเวลาได้ที่ http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd

สคร.9 หวั่นโรคตาแดงพุ่งช่วงน้ำท่วม เตือนประชาชนปฏิบัติ 8 วิธีป้องกันติดต่อโรค



  เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ฤดูฝนก่อให้เกิดความชื้นแฉะทั่วไปทำให้เชื้อโรคบางชนิดเจริญได้ดี โรคติดต่อที่ส่วนใหญ่มักจะระบาดมากในช่วงหน้าฝนของทุกปีและช่วงที่เกิดน้ำท่วม คือโรคตาแดง โรคนี้พบได้ทุกเพศ ทุกวัย เพศชายและหญิงพบได้เท่าๆกัน เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่าย ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่โดยมากจะพบในเด็กเพราะมีภูมิคุ้มกันน้อย ร่วมกับการดูแลตนเองหรือการป้องกันการติดเชื้อไม่ดีพอ และมักเกิดในโรงเรียน โรงพยาบาล ที่ทำงาน สถานเลี้ยงเด็ก ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีผู้คนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก โรคนี้มีสาเหตุมาจากเยื่อบุตาขาวที่คลุมหนังตาบนและล่างรวมเยื่อบุตาที่คลุมตาขาวอักเสบ เนื่องจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ภูมิแพ้ หรือสัมผัสสารที่เป็นพิษต่อดวงตา

การติดต่อของโรคตาแดง เกิดจาการสัมผัสใกล้ชิดขี้ตาหรือน้ำตาของผู้ป่วยโดยตรง การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกันกับผู้ป่วยที่เป็นพาหะนำโรค หรือแม้กระทั่งการไอ จาม หายใจรดกัน นอกจากนั้นอาจเกิดตาอักเสบเนื่องจากการใช้น้ำที่ไม่สะอาดล้างหน้า อาบน้ำ หรือถูกน้ำสกปรกที่มีเชื้อโรคกระเด็นเข้าตา หรือเกิดจากการใช้มือ แขน หรือเสื้อผ้าที่สกปรกขยี้ตา หรือเช็ดตา อาการของโรคตาแดงนั้น ผู้ป่วยมักมีอาการไม่รุนแรงหลังจากได้รับเชื้อแล้วภายใน 2-14 วัน จะเกิดอาการเคืองตา คันตา มีอาการตาแดง น้ำตาไหล ขี้ตามาก เปลือกตา หรือหนังตาอาจบวมเล็กน้อย ต่อมน้ำเหลืองหน้าหูโต เยื่อตาจะค่อยๆ แดงขึ้นเรื่อยๆ จนแดงก่ำ หรือตาขาวเป็นปื้นแดง คล้ายเส้นเลือดฝอยแตก บางรายอาจพบการบวมของเยื่อตาเป็นลักษณะบวมน้ำใส ๆ หากพลิกดูบริเวณเปลือกตาด้านในจะพบลักษณะเป็นเม็ดใสๆ กระจายอยู่ทั่วไป มักเริ่มจากตาข้างหนึ่งก่อน แล้วลามไปยังตาอีกข้างหนึ่งภายใน 2-3 วัน บางรายอาจมีการอักเสบของกระจกตาร่วมด้วย เนื่องจากเชื้อไวรัสลามไปที่กระจกตา หรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตาและสายตามัวลงได้

โรคตาแดงเป็นโรคที่หายเองได้ ส่วนใหญ่อาการจะหายไปภายใน 1-3 สัปดาห์ โดยไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ หากอาการไม่รุนแรง อาจใช้เพียงการประคบเย็น ร่วมกับหยอดน้ำตาเทียมช่วยหล่อลื่นในตา หากตาแดงมาก หรือมีการอักเสบที่กระจกตาจากเชื้อไวรัส แพทย์อาจแนะนำให้ยาหยอดยาเฉพาะตาข้างที่เป็น เพื่อลดอาการระคายเคืองตาและช่วยให้อาการเยื่อตาอักเสบหายเร็วขึ้น ในรายที่มีอาการเจ็บตา เคืองตา แพทย์อาจให้รับประทานยาแก้ปวดร่วมด้วย มีเพียงประมาณร้อยละ 20 - 50 ของผู้ป่วยที่เกิดจุดขาวๆ ที่กระจกตานานเป็นเดือน ซึ่งอาจทำให้สายตามัวลง หรือเห็นแสงรบกวน และมีน้อยรายที่โรคอาจรุนแรงจนเกิดเป็นพังผืดดึงรั้งที่เยื่อตาได้
เภสัชกรเชิดเกียรติ กล่าวต่อว่า เนื่องจากโรคตาแดงติดต่อกันได้ง่ายมาก การป้องกันโรคตาแดงไม่ให้ระบาดในคนหมู่มาก ควรปฏิบัติดังนี้
1) ถ้ามีฝุ่นละออง หรือน้ำสกปรกเข้าตา ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที
2) หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ ห้ามใช้มือขยี้ตา
3) รักษาความสะอาดเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัว สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด
4) เมื่อเป็นหรือสงสัยว่าเป็นโรคตาแดง ควรไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านเพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาตั้งแต่แรก
5) ถ้าต้องออกไปนอกบ้าน ควรใส่แว่นตาเพื่อป้องกันลม และฝุ่นละออง
6) ผู้ป่วยควรนอนแยกจากสมาชิกในครอบครัว และไม่ใช้สิ่งของส่วนตัว เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว แว่นตา และเครื่องนอนร่วมกันผู้อื่น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค
7) ผู้ป่วยโรคตาแดง ควรหยุดงาน หรือหยุดเรียน พักรักษาตัวที่บ้าน เพื่อป้องกันมิให้โรคลุกลามหรือติดต่อสู่ชุมชน
8) ถ้ามีอาการปวดตารุนแรง ตาพร่า แขนขาเป็นอัมพาต หรืออาการตาแดงไม่ทุเลาภายใน 7 วัน รีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านเพื่อรับการรักษา

เภสัชกรเชิดเกียรติ กล่าวแนะนำว่า สิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่เป็นโรคตาแดง คือ การป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจายระยะการติดต่อจากตนเองไปสู่ผู้อื่น โดยให้หยุดพักเรียนหรือพักงานอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ไม่อยู่ในที่ชุมชน ใช้กระดาษนุ่มซับน้ำตาหรือใช้สำลีชุบน้ำสะอาดเช็ดขี้ตาและบริเวณเปลือกตาแล้วทิ้งในถังขยะที่มิดชิด ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดหน้า เนื่องจากจะเก็บสะสมเชื้อไว้และติดต่อไปยังผู้อื่นได้ ใส่แว่นกันแดดเพื่อลดการระคายเคืองแสง ไม่ควรใช้ผ้าปิดตาเพราะจะยิ่งทำให้เกิดการติดเชื้อมากขึ้น งดใส่คอนแทกต์เลนส์จนกว่าตาจะหายอักเสบ พักผ่อนให้เต็มที่และพักการใช้สายตา สิ่งสำคัญอีกเรื่องคือ หมั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่จับบริเวณใบหน้าและตา เนื่องจากเชื้อไวรัสติดต่อโดยการสัมผัสมากที่สุด การล้างมือจะช่วยตัดการแพร่กระจายเชื้อได้อย่างดี

ข้อความหลัก " ไม่ขยี้ตา ล้างมือให้สะอาด ไม่ใช้สอยสิ่งของร่วมกัน ป้องกันโรคตาแดง ”

เฉพาะกิจเกาะติดการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อป้องกันควบคุมโรคจากภาวะน้ำท่วม ปี 2556 เขตภาคเหนือตอนล่าง ที่ http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/special/flood56.html

ฟังเพลงรณรงค์โรคจากฤดูฝนที่ https://soundcloud.com/prdpc9/cbo7hzkfwyra

Download ประกาศกรมควบคุมโรค เตือนภัยโรคจากฤดูฝนที่http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/tranfers/guideline/2556/2556_06_06_rain.pdf

ดู Clip VDO คำแนะนำป้องกันโรคที่มาจากน้ำท่วมที่http://www.youtube.com/watch?v=fYcJFCanB5Y&feature=share&list=FLjDz8iLfwnqvbZAKinmemhg

ข่าวที่เกี่ยวข้อง “สคร.9 เตือนภัยพื้นที่น้ำท่วมขังเสี่ยงเสียชีวิตจากไฟดูดถึงร้อยละ 14 แนะตัวเปียก แช่น้ำ ต้องหยุดใช้ไฟฟ้า “ ที่ https://www.facebook.com/media/set/?set=a.520132108075693.1073742000.162933320462242&type=1


 
ข่าวนี้สนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 3 กรมควบคุมโรค : การสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงและได้ผล เพื่อป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ

รายละเอียดภาพข่าวนี้ https://www.facebook.com/media/set/?set=a.521066081315629.1073742004.162933320462242&type=1


        

จิดาภา รอดอยู่ / เผยแพร่
เชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ/ ตรวจทาน
โดย…กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ
สำนักงานป้องควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก
กรมควบคุมโรค รู้ก่อน รู้ทัน ป้องกันได้
โทร 0-5521-4615 -7 ต่อ 333 หรือ 334 โทรสาร 0-5532-1238
Email : dpc9phs@yahoo.com
ดูข่าวสุขภาพใหม่ ๆ ตลอดเวลาได้ที่ http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd



วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สคร.9 เผยบทเรียนอุทกภัยเสียชีวิตจากจมน้ำมากที่สุดถึงร้อยละ 83 ย้ำเตือนแก้ไขประวัติศาสตร์น้ำหลากประชาชนอย่าประมาท




สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค เผยบทเรียนเหตุการณ์อุทกภัยใหญ่ในปี 2554 ที่มาผ่านมา พบอันตรายที่สำคัญในช่วงน้ำท่วม คือ การจมน้ำ เป็นสาเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด อันดับ 1 เช่น การจมน้ำ อาทิ การหาปลา เรือพลิกคว่ำ ตกเรือ เมาสุรา เป็นต้น มากถึงจำนวน 901 ราย คิดเป็นร้อยละ 83 ของผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมทั้งหมด (1,083 ราย ) ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี มากถึง 99 ราย เตือนประชาชนที่ต้องทำกิจกรรมทางน้ำให้เตรียมอุปกรณ์ป้องกันที่ลอยน้ำได้ เด็กไม่ควรเล่นน้ำในช่วงน้ำท่วมและน้ำเชี่ยวไหลหลาก ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด


หากพบคนจมน้ำควรหาอุปกรณ์ วัสดุ ที่หาง่ายและอยู่ใกล้ตัวที่ลอยน้ำได้โยนหรือยื่นให้คนที่กำลังจะจมน้ำ แล้วจับแล้วดึงลากเข้าฝั่งโดยที่คนช่วยเหลืออยู่บนฝั่ง การช่วยเหลือผู้จมน้ำที่ถูกต้องคือการเป่าปาก หากพบเห็นผู้จมน้ำและช่วยเหลือด้วยตนเองไม่ได้ หรือไม่มีอุปกรณ์ ให้ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ดูแลบริเวณนั้นๆ หรือโทรแจ้ง 1669 โดยเร็วที่สุด



รายละเอียดข่าว



เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค เผยว่า ปัญหาเด็กจมน้ำ เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี มากกว่าการตายจากโรคติดเชื้อและโรคไม่ติดเชื้อ ในแต่ละปี เด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี ตายจากการจมน้ำปีละ 1,400 – 1,500 คน จากบทเรียนเหตุการณ์อุทกภัยใหญ่ในปี 2554 ที่มาผ่านมา พบว่าอันตรายที่สำคัญมากในช่วงน้ำท่วม คือ การจมน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด โดยข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่าสาเหตุอันดับ 1 ที่มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด ได้แก่ การจมน้ำ อาทิ การหาปลา เรือพลิกคว่ำ ตกเรือ เมาสุรา เป็นต้น มากถึงจำนวน 901 ราย คิดเป็นร้อยละ 83 ของผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมทั้งหมด (1,083 ราย ) ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี มากถึง 99 ราย ส่วนอีก 802 รายเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 15 ปี



การจมน้ำช่วงน้ำท่วมมักมีสาเหตุจากอุบัติเหตุและความประมาท การพลัดตกลื่น เช่น พื้นไม้ที่ผุพัง หรือมีตระใคร่ขึ้น ทางเดินบนสะพานที่แคบและไม่แข็งแรง และที่สำคัญคือการดื่มเหล้าจนมึนเมา กรมควบคุมโรค มีความเป็นห่วงในสุขภาพอนามัยของผู้ประสบภัยน้ำท่วม จึงขอเตือนภัยประชาชน และผู้ปกครองที่มีเด็กเล็กหรือลูกหลาน ให้ระมัดระวังคำป้องกันอันตราย ระมัดระวังการเข้าใกล้แหล่งน้ำ หากมีเด็กในความดูแลให้ความดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ให้คลาดสายตา ป้องกันการพลัดตกจมน้ำซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยแนะนำประชาชนระวังป้องกันจากการจมน้ำดังนี้



1) ประชาชนที่ประสบอุทกภัย หรือประกอบอาชีพทางน้ำ เช่น หาปลา ต้องเข้าพื้นที่น้ำท่วม หรือต้องทำกิจกรรมทางน้ำ ขอให้เตรียมอุปกรณ์ป้องกันการจมน้ำ เช่น ถังแกลลอนเปล่าปิดฝา ขวดน้ำพลาสติกเปล่าปิดฝา ลูกมะพร้าว ห่วงยาง เสื้อชูชีพ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่ช่วยให้ลอยตัวในน้ำได้ เพื่อป้องกันการจมน้ำ และไม่ควรออกประกอบอาชีพทางน้ำตามลำพัง

2) ไม่ควรลงเล่นน้ำในช่วงน้ำท่วมและน้ำเชี่ยวไหลหลาก และผู้ปกครองต้องดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด

3) ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือไม่สามารถดูแลตนเองได้ เช่น โรคลมชัก เครียด ความดันต่ำ ต้องมีผู้ดูแล และไม่ควรปล่อยให้อยู่ตามลำพัง



หากพบคนจมน้ำควรมีวิธีช่วยที่ถูกต้อง คือ ตั้งสติอย่าวู่วาม ไม่ควรลงไปในน้ำเพื่อช่วยคนจมน้ำทันทีทันใด ควรหาอุปกรณ์ วัสดุ ที่หาง่ายและอยู่ใกล้ตัวที่ลอยน้ำได้ เช่น กิ่งไม้ ลูกมะพร้าวแห้ง เชือก ถังแกลลอนเปล่า ขวดน้ำดื่มพลาสติก ( ขนาด 1.5 ลิตรขึ้นไป ) กางเกง เสื้อ หรือผ้าขาวม้า โดยโยนหรือยื่นหลาย ๆ ชิ้นให้คนที่กำลังจะจมน้ำหรือให้ผู้ช่วยเหลือ แล้วจับแล้วดึงลากเข้าฝั่งโดยที่คนช่วยเหลืออยู่บนฝั่ง กรณีหากจำเป็นต้องจะลงน้ำไปช่วยเหลือ ต้องมั่นใจว่าว่ายน้ำเป็น และควรต้องมีอุปกรณ์ช่วยเหลือนำติดตัวไปด้วยเพื่อยื่นให้คนจมน้ำจับแล้วลากเข้าฝั่ง ที่สำคัญไม่ควรสัมผัสคนจมน้ำโดยตรงเพราะอาจจะถูกกอดรัดและจมน้ำไปพร้อมกัน



เภสัชกรเชิดเกียรติ กล่าวแนะนำต่อว่า เมื่อช่วยเหลือผู้จมน้ำได้แล้ว ห้ามจับคนจมน้ำอุ้มพาดบ่าแล้วกระโดดหรือวิ่งรอบไปมา หรือวางบนกระทะคว่ำเพื่อรีดเอาน้ำออก เนื่องจากเป็นวิธีที่ผิด เพราะน้ำที่ออกมาจะเป็นน้ำจากกระเพาะไม่ใช่จากปอด และจะทำให้ผู้จมน้ำขาดอากาศหายใจนานยิ่งขึ้น อาจทำให้เสียชีวิตได้



กรณีที่เด็กจมน้ำไม่หายใจ วิธีช่วยเหลือที่ถูกต้องคือ ช่วยด้วยการเป่าปาก โดยวางคนจมน้ำให้นอนราบ ตะแคงหน้าเอาน้ำออกจากปาก เปิดทางเดินหายใจให้โล่ง และช่วยหายใจด้วยการเป่าลมเข้าออกตามจังหวะหายใจเข้าออก แล้วรีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่อยู่ใกล้บ้าน หากประชาชนพบเห็นผู้จมน้ำและช่วยเหลือด้วยตนเองไม่ได้ หรือไม่มีอุปกรณ์ ให้ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น หรือพบผู้บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ดูแลบริเวณนั้นๆ หรือโทรแจ้ง 1669 โดยเร็วที่สุด



ข้อความหลัก “ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือสะอาด สุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ป้องกันโรคจากฤดูฝนได้ “



เฉพาะกิจเกาะติดการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อป้องกันควบคุมโรคจากภาวะน้ำท่วม ปี 2556 เขตภาคเหนือตอนล่าง ที่ http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/special/flood56.html



ฟังเพลงรณรงค์โรคจากฤดูฝนที่ https://soundcloud.com/prdpc9/cbo7hzkfwyra



Download ประกาศกรมควบคุมโรค เตือนภัยโรคจากฤดูฝนที่http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/tranfers/guideline/2556/2556_06_06_rain.pdf



ดู Clip VDO คำแนะนำป้องกันโรคที่มาจากน้ำท่วมที่http://www.youtube.com/watch?v=fYcJFCanB5Y&feature=share&list=FLjDz8iLfwnqvbZAKinmemhg



ข่าวที่เกี่ยวข้อง “สคร.9 เตือนภัยพื้นที่น้ำท่วมขังเสี่ยงเสียชีวิตจากไฟดูดถึงร้อยละ 14 แนะตัวเปียก แช่น้ำ ต้องหยุดใช้ไฟฟ้า “ ที่ https://www.facebook.com/media/set/?set=a.520132108075693.1073742000.162933320462242&type=1    
ข่าวนี้สนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 3 กรมควบคุมโรค : การสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงและได้ผล เพื่อป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ


รายละเอียดภาพข่าวนี้


https://www.facebook.com/media/set/?set=a.520934477995456.1073742003.162933320462242&type=1
 
 
        

จิดาภา รอดอยู่ / เผยแพร่


เชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ/ ตรวจทาน

โดย…กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ

สำนักงานป้องควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก

กรมควบคุมโรค รู้ก่อน รู้ทัน ป้องกันได้

โทร 0-5521-4615 -7 ต่อ 333 หรือ 334 โทรสาร 0-5532-1238

Email : dpc9phs@yahoo.com

ดูข่าวสุขภาพใหม่ ๆ ตลอดเวลาได้ที่ http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd

สคร.9 เผยคนไทยตายด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดพุ่ง 3 หมื่นต่อปี แนะแนวทางเพื่อหัวใจที่แข็งแรง


เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค เผยในการรับเชิญเป็นวิทยากรให้ความรู้ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีพิษณุโลก ว่า “โรคหัวใจและหลอดเลือด” เป็นนักฆ่าอันดับหนึ่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ทำให้มีการเสียชีวิตสูงขึ้นถึง 17.3 ล้านคนต่อปี คาดว่าอีก 2 ปีทั่วโลกจะมีการเสียชีวิตจากโรคนี้จะเพิ่มเป็น 20 ล้านคนต่อปี โรคนี้เกิดขึ้นในหญิงและชายพอ ๆ กัน และร้อยละ 82 พบในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง




โรคนี้เป็นกลุ่มของความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งประกอบด้วย โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดส่วนปลาย โรคหัวใจรูห์มาติค โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด และเลือดคั่งในหลอดเลือดดำส่วนลึกและภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด โรคนี้เกิดขึ้นกับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญคือหัวใจ สมอง และที่อวัยวะส่วนปลายเช่นแขนขา มักเกิดในผู้ที่น้ำหนักตัวเกิน คนอ้วน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ผู้ที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ในระยะแรกจะไม่มีอาการให้เห็น โรคจะค่อยๆ ก่อตัว จึงทำให้ผู้เป็นโรคจึงมักไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคแล้ว เมื่อไม่ได้ดูแลรักษาจึงทำให้โรคมีความรุนแรงมากขึ้น



โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญของคนไทย ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี สำหรับประเทศไทย พบอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดติดอันดับ 1 ใน 3 มาโดยตลอด ในปี 2552 มีผู้เสียชีวิต 35,050 ราย หรือตาย 1 คน ทุกๆ 15 นาที มีผู้ป่วยต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล 628,871 ราย แนวโน้มพบในคนอายุน้อยลง สาเหตุที่ทำให้คนไทยเป็นโรคนี้มาก เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างการกินกับการออกแรง โดยกินอาหารรสเค็ม หวานและมันสูง แต่กินผักผลไม้น้อย ใช้เครื่องอำนวยความสะดวกมากขึ้น เคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง รวมทั้งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่



ผลจากวิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะในสังคมเมือง ที่มีปัจจัยเสี่ยง โรคหัวใจและหลอดเลือด ปี ปัจจัยเสี่ยงสำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ได้แก่ ค่าความดันโลหิต ระดับไขมัน และระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้น การสูบบุหรี่ การรับประทานผักและผลไม้ที่ไม่เพียงพอ น้ำหนักเกิน ภาวะอ้วน และขาดการมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกาย



เภสัชกรเชิดเกียรติ กล่าวต่อว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ร้อยละ 80 แต่เมื่อป่วยเป็นโรคแล้วจะรักษายากมาก ปรับพฤติกรรมให้กินพอดี ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผักผลไม้ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดเหล้า งดบุหรี่ และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่มีความสมดุล พอดี พอเพียง เพื่อสร้างสุขภาพดี ลดปัญหาการเจ็บป่วย โดยเฉพาะพ่อบ้าน แม่บ้าน เป็นผู้เริ่มต้นในการปรับเปลี่ยน ตั้งแต่การทำกับข้าวกินเอง หรือการเลือกซื้อ ให้เพิ่มอาหารประเภทผัก ผลไม้ให้มากขึ้น ลดอาหารรสหวาน มันเค็ม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปลอดการสูบบุหรี่ ออกกำลังกาย มีวิถีชีวิตที่พอเพียง หากครอบครัวใดมีสมาชิกเป็นโรคแล้ว การปรับวิถีชีวิตข้างต้นยังช่วยให้มีคุณภาพชีวิตดีได้ ดังนั้นประชาชนควรเข้าใจความรุนแรงของโรค รู้วิธีการปรับวิถีการดำเนินชีวิตให้สมดุล และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้สมดุลโดยเริ่มต้นที่ครอบครัวของตนเองและขยายไปยังชุมชน



ข้อความหลัก “คิดใหม่ กินอาหารควบคุม ออกกำลังกายพอเหมาะ เลือกแนวทางปฏิบัติตัวเพื่อหัวใจที่แข็งแรง“



ฟังเพลงรณรงค์หัวใจขาดเลือดที่ https://soundcloud.com/prdpc9/h8arx999qolc



ดู Clip VDO สปอต์สั้นโรค " หัวใจขาดเลือด" ที่http://www.youtube.com/watch?v=mPcQe3d6_Yo



ดู Clip VDO สารคดีครอบครัวสุขภาพสู้โรคชุด " หัวใจขาดเลือด" ที่ http://www.youtube.com/watch?v=SSrTbjAF4Es



ข่าวที่เกี่ยวข้อง “ สธ. รณรงค์วันความดันโลหิตสูงโลก ปี 2556 ตามคำขวัญ “ความดันโลหิตดี หัวใจเต้นดี” หลังพบข้อมูลผู้เสียชีวิตล่าสุดเกือบ 4 พันราย “ ที่http://www.riskcomddc.com/th/news/mass-media-detail.php?id=18020







ข่าวนี้สนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 3 กรมควบคุมโรค : การสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงและได้ผล เพื่อป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ



รายละเอียดภาพข่าวนี้ https://www.facebook.com/media/set/?set=a.520150258073878.1073742001.162933320462242&type=1






        

จิดาภา รอดอยู่ / เผยแพร่

เชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ/ ตรวจทาน

โดย…กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ

สำนักงานป้องควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก

กรมควบคุมโรค รู้ก่อน รู้ทัน ป้องกันได้

โทร 0-5521-4615 -7 ต่อ 333 หรือ 334 โทรสาร 0-5532-1238

Email : dpc9phs@yahoo.com

ดูข่าวสุขภาพใหม่ ๆ ตลอดเวลาได้ที่ http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd


สคร.9 เตือนภัยพื้นที่น้ำท่วมขังเสี่ยงเสียชีวิตจากไฟดูดถึงร้อยละ 14 แนะตัวเปียก แช่น้ำ ต้องหยุดใช้ไฟฟ้า


สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค เผยว่า จากบทเรียนเหตุการณ์อุทกภัยใหญ่ในปี 2554 ที่มาผ่านมา พบว่าช่วงภาวะน้ำท่วมสาเหตุที่มีผู้เสียชีวิตเป็นอันดับ 2 คือ ถูกไฟฟ้าช๊อตจำนวน 153 ราย คิดเป็นร้อยละ 14 ของผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมทั้งหมด (1,083 ราย ) พบเหตุเกิดสูงสูดเกิดในบ้านหรือบริเวณบ้าน แนะขณะที่ฝนตกและตัวเปียก อย่าสัมผัสกับสวิตซ์ อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ถ้าน้ำท่วมปลั๊กไฟห้ามใช้งานเด็ดขาด และให้รีบปลดคัทเอาท์ทันที หากพบสายไฟฟ้าขาดแช่อยู่ในน้ำ เสาล้ม อย่าเข้าใกล้หรือจับต้อง กรณีพบผู้ถูกไฟดูด ผู้เข้าช่วยเหลือต้องยืนในที่แห้ง ใช้ไม้แห้งหรือฉนวนไฟฟ้าเขี่ยอุปกรณ์ไฟฟ้าให้พ้นจากผู้ที่ถูกกระแสไฟฟ้าดูด หรือใช้ผ้าแห้งคล้อง/เชือกดึงผู้ป่วยออกจากจุดที่เกิดเหตุโดยเร็ว รีบปฐมพยาบาลเบื้องต้น นำส่งโรงพยาบาลทันที หรือขอความช่วยเหลือจากหน่วยการแพทย์ฉุกเฉิน โทร 1669 โดยเร็วที่สุด




รายละเอียดข่าว



เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค เผยว่า จากบทเรียนเหตุการณ์อุทกภัยใหญ่ในปี 2554 ที่มาผ่านมา พบว่าอันตรายที่สำคัญในช่วงภาวะน้ำท่วมที่เป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นอันดับ 2 คือ ถูกไฟฟ้าช๊อต โดยข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากถูกไฟฟ้าช๊อตจำนวน 153 ราย คิดเป็นร้อยละ 14 ของผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมทั้งหมด (1,083 ราย ) พบเหตุเกิดสูงสูดเกิดในบ้านหรือบริเวณบ้าน



หน้าฝน น้ำขัง หรือภาวะน้ำท่วมอาจเกิดน้ำท่วมขังในบ้าน อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านถูกน้ำท่วมถึงเป็นอันตรายแก่ผู้อยู่อาศัยภายในบ้านทำให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจร เกิดไฟฟ้าดูดหรืออาจเรียกว่าไฟช๊อต ส่งผลให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายผู้ประสบภัยมีผลทำให้กล้ามเนื้อเกิดการเกร็ง จนไม่สามารถสะบัดให้หลุดได้ กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านร่างกายอาจทำให้บาดเจ็บ เสียชีวิต หรือพิการ ได้



ผู้ถูกไฟดูดจะล้มลงกับพื้นและหมดสติชั่วครู่ ถ้าอยู่ที่สูงก็อาจตกลงมากระแทก หากอยู่ในน้ำก็อาจจะจมน้ำได้ คนที่ถูกไฟฟ้าดูดเป็นเวลานานจะทำให้เกิดผลเสียต่ออวัยวะที่สำคัญของร่างกาย เช่น ศีรษะ และทรวงอก ซึ่งจะทำให้อวัยวะทำงานผิดปกติหรือหยุดทำงาน อีกทั้งยังเป็นแผลไหม้ตามผิวหนังและกินลึกเข้าไปไปในเนื้อเยื่อ อาจเกิดความพิการจากกล้ามเนื้อมีการถูกทำลายอย่างรุนแรง บางครั้งทำให้แขนขาบวมตึงขาดเลือดรุนแรงไปเลี้ยงจนต้องเสียอวัยวะส่วนแขนขาที่ถูกไฟดูดนั้น



ถ้าไฟดูดเป็นเวลานานอาจมีอาการชักเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย หายใจเร็วและหมดสติ คลื่นหัวใจเปลี่ยนแปลง หัวใจเต้นผิดจังหวะ หยุดทำงาน หยุดหายใจ ทำให้อันตรายถึงตายได้ทันที ผู้ตายส่วนใหญ่เกิดจากถูกไฟฟ้าแรงสูงกว่า 1,000 โวลท์ดูด ซึ่งมักจะเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ดังนั้นขอให้ประชาชนและครอบครัวที่ประสบอุทกภัยควรระมัดระวังดังนี้



1) สำรวจสายไฟฟ้า สวิตซ์ ปลั๊กไฟ ว่ามีฝนสาดหรือน้ำเข้าหรือไม่ ถ้าเปียกน้ำอย่าแตะต้องเด็ดขาด

2) ในขณะที่ฝนตกและตัวเปียก อย่าสัมผัสกับสวิตซ์ไฟฟ้าที่อยู่ภายนอกอาคาร

3) อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ติดตั้งในระดับต่ำ ต้องรีบย้ายให้สูงพ้นระดับน้ำ

3) ถ้าร่างกายเปียกชื้นหรืออยู่บนพื้นเปียกสัมผัสกับน้ำ ต้องงดใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด ขณะเกิดน้ำท่วมหากมีความจำเป็นให้ย้ายขึ้นไปใช้บนที่สูงพ้นน้ำ หรือชั้นบน

4) ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าย้ายไม่ทันถูกน้ำท่วมแล้ว ควรหยุดใช้งานจนกว่าจะได้รับการตรวจสภาพเสียก่อน

5) ถ้าน้ำท่วมปลั๊กไฟฟ้าแล้ว ห้ามใช้งานเด็ดขาด และให้รีบตัดการจ่ายไฟ ( ปลดคัทเอาท์ ) ทันที

6) หากพบสายไฟฟ้าขาดแช่อยู่ในน้ำ เสาล้ม อย่าเข้าใกล้หรือจับต้อง ให้รีบแจ้งการไฟฟ้าท้องถิ่นทันทีเพื่อแก้ไข

7) หลีกเหลี่ยงการเข้าใกล้เสาเหล็กที่มีอุปกรณ์ไฟฟ้า

เภสัชกรเชิดเกียรติ กล่าวต่อว่า การถูกไฟดูดอย่างรุนแรง ถ้าได้รับการปฐมพยาบาล การรักษาที่เหมาะสมและทันเวลา สามารถรอดชีวิตแต่อาจพบความพิการได้ขึ้นกับบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ การช่วยเหลือผู้อื่นขณะเกิดเหตุไฟฟ้าดูดให้กระทำด้วยความระวัดระวัง ดังนี้

1) หากพบผู้ถูกไฟฟ้าดูดอย่าจับต้อง ให้ตัดกระแสไฟฟ้าทันที (สับคัทเอาท์หรือเต้าเสียบ) ก่อนจะเข้าไปช่วยเหลือ หากไม่สามารถสับสะพานไฟลงได้ ห้ามใช้มือไปจับต้องคนที่กำลังถูกไฟดูด

2) ผู้ที่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้อื่น ร่างกายต้องไม่เปียกน้ำและสวมรองเท้า

3) ต้องไม่สัมผัสผู้ที่ถูกกระแสไฟฟ้าดูดโดยตรง ยืนในที่แห้งและใช้ไม้แห้งหรือฉนวนไฟฟ้าเขี่ยอุปกรณ์ไฟฟ้าให้พ้นจากผู้ที่ถูกกระแสไฟฟ้าดูด หรือใช้ผ้าแห้งคล้อง/เชือกดึงผู้ป่วยออกจากจุดที่เกิดเหตุโดยเร็ว

4) เมื่อช่วยผู้ถูกไฟฟ้าดูดหลุดออกมาแล้ว ให้รีบปฐมพยาบาลเบื้องต้น ถ้าหยุดหายใจ ให้ทำการเป่าปากช่วยหายใจ หากคลำชีพจรไม่ได้ ให้นวดหัวใจ

5) รีบนำตัวผู้ประสบไฟฟ้าดูดส่งโรงพยาบาลทันที หรือขอความช่วยเหลือจากหน่วยการแพทย์ฉุกเฉิน โทร 1669



ข้อความหลัก “ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือสะอาด สุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ป้องกันโรคจากฤดูฝนได้ “



เฉพาะกิจเกาะติดการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อป้องกันควบคุมโรคจากภาวะน้ำท่วม ปี 2556 เขตภาคเหนือตอนล่าง ที่ http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/special/flood56.html



ฟังเพลงรณรงค์โรคจากฤดูฝนที่https://soundcloud.com/prdpc9/cbo7hzkfwyra



Download ประกาศกรมควบคุมโรค เตือนภัยโรคจากฤดูฝนที่http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/tranfers/guideline/2556/2556_06_06_rain.pdf



ดู Clip VDO คำแนะนำป้องกันโรคที่มาจากน้ำท่วมที่http://www.youtube.com/watch?v=fYcJFCanB5Y&feature=share&list=FLjDz8iLfwnqvbZAKinmemhg



ข่าวที่เกี่ยวข้อง “สคร.9 เตือนน้ำหลาก ประชาชนควรเน้นย้ำสิบบัญญัติสกัดโรคที่มากับน้ำท่วม “ ที่https://www.facebook.com/media/set/?set=a.492325610856343.1073741951.162933320462242&type=1







ข่าวนี้สนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 3 กรมควบคุมโรค : การสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงและได้ผล เพื่อป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ



รายละเอียดภาพข่าวนี้










        

 
จิดาภา รอดอยู่ / เผยแพร่

เชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ/ ตรวจทาน

โดย…กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ

สำนักงานป้องควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก

กรมควบคุมโรค รู้ก่อน รู้ทัน ป้องกันได้

โทร 0-5521-4615 -7 ต่อ 333 หรือ 334 โทรสาร 0-5532-1238

Email : dpc9phs@yahoo.com

ดูข่าวสุขภาพใหม่ ๆ ตลอดเวลาได้ที่ http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd  



สคร.9 หวั่นโรคฉี่หนูพุ่งในกลุ่มเกษตรกรและผู้ลุยน้ำย่ำโคลนช่วงน้ำมาก แนะ 7 มาตรการเข้มตัดตอนโรคลดเสี่ยง




สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค เผยในช่วงฤดูฝนของทุกปีมักมีการระบาดของโรคฉี่หนู ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ( พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ ตาก และสุโขทัย ) ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนมิถุนายน และคาดว่าในเดือนสิงหาคม จนถึง พฤศจิกายน 2556 จะมีแนวโน้มการระบาดจะสูงขึ้น ในกลุ่มเกษตรกรที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการรับเชื้อโรคฉี่หนูเพราะมีโอกาสการสัมผัสกับเชื้อโรคมากและบ่อยครั้งกว่า แนะผู้ทำงานเสี่ยงโรคนี้หลีกเลี่ยงการลุยน้ำ ถ้าจำเป็นควรใส่ถุงมือ รองเท้าบู๊ท หรือสวมถุงพลาสติกหนาหุ้มด้วยรองเท้าผ้าใบ หมั่นรักษาสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ควบคุมกำจัดหนู และกินอาหารปรุงสุก น้ำดื่มสะอาดเสมอ




เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค เผยว่า ในช่วงฤดูฝนของทุกปีมักมีการระบาดของโรคเลปโตสไปโรซิส หรือโรคฉี่หนู ซึ่งในบางพื้นที่มีน้ำท่วมหนักจะมีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรคฉี่หนู และอาจมีผู้เสียชีวิตได้ จากข้อมูลการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ( พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ ตาก และสุโขทัย ) พบว่าการระบาดของโรค มากขึ้นช่วงเดือนกรกฎาคม จนถึงเดือนตุลาคมของทุกปี และคาดว่าในเดือนสิงหาคม จนถึง พฤศจิกายน 2556 จะมีแนวโน้มการระบาดจะสูงขึ้น โดยกลุ่มเกษตรกรจะเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการรับเชื้อโรคฉี่หนูมากที่สุด เนื่องจากมีโอกาสการสัมผัสกับเชื้อโรคมากและบ่อยครั้งกว่า



เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคฉี่หนูคือเชื้อแบคทีเรีย “เลปโตสไปร่า” อาศัยอยู่ในสัตว์พาหะเลี้ยงลูกด้วยนม เช่น หนู วัว ควาย สุนัข แมว แต่ที่สำคัญที่สุดคือ หนู เชื้อจะออกมากับปัสสาวะของสัตว์พาหะได้ตลอดเวลา มาอยู่ในสิ่งแวดล้อมในดิน แอ่งน้ำ ร่องน้ำ น้ำตก แม่น้ำลำคลองและอยู่ได้นานเป็นเดือนถ้ามีปัจจัยที่เหมาะสม เชื้อนี้จะเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วยโดยเข้าไปทางรอยแตกหรือแผลเล็กๆ บนผิวหนังหรือผิวหนังที่เปื่อยเมื่อแช่น้ำนานๆ และเยื่อบุที่อ่อนนุ่ม เช่น ตา จมูก ปาก เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะใช้ระยะฟักตัว 5 – 14 วัน จะเริ่มมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศรีษะ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดน่อง ตาแดง ปวดท้อง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เนื่องจากเชื้อโรคสามารถกระจายไปทั่วตัว จึงมีภาวะแทรกซ้อนได้หลากหลายระบบ ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากภาวะไตวาย ตับล้มเหลว ระบบหายใจล้มเหลว แต่หากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยจากสาธารณสุขได้เร็วและได้รับยาปฏิชีวนะตามข้อกำหนดผู้ป่วยก็จะหายได้ โดยมีคำแนะนำการป้องกันโรค 7 ประการดังนี้



1) ผู้ที่ทำงานเสี่ยงต่อโรค โดยเฉพาะเกษตรกรควรใช้ถุงมือ รองเท้าบู๊ท

2) หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำหรือลุยน้ำที่อาจปนเปื้อนเชื้อจากปัสสาวะ ถ้าจำเป็นควรสวมรองเท้าบู๊ท หรือสวมถุงพลาสติกหนาหุ้มด้วยรองเท้าผ้าใบ

3) ควบคุมกำจัดหนูในบริเวณที่อยู่อาศัย บริเวณสถานที่ทำงาน แหล่งพักผ่อนท่องเที่ยว

4) ล้างท่อระบายน้ำที่อาจจะเป็นแหล่งปนเปื้อนเชื้อบ่อยๆ ไม่ปล่อยให้น้ำขัง

5) ควรเก็บอาหารไว้ในที่มิดชิดเพื่อป้องกันหนูถ่ายปัสสาวะรดใส่อาหาร

6) อาหารที่ค้างมื้อควรนำมาอุ่นให้ร้อนทุกครั้งก่อนรับประทาน

7) ภาชนะที่ใส่อาหารควรล้างทำความสะอาดก่อนทุกครั้ง



เภสัชกรเชิดเกียรติ ยังกล่าวเตือนว่า ผู้ป่วยที่มีอาการชี้ชัดและมีประวัติเคยสัมผัสแช่น้ำในช่วง 1 เดือนก่อนจะมีอาการป่วย ควรรีบไปเข้ารับการตรวจรักษาที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านโดยทันที ไม่ควรวินิจฉัยและรักษาเอง หากมีข้อสงสัยติดต่อได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์ โทรศัพท์ 1422



ข้อความหลัก “ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือสะอาด สุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ป้องกันโรคจากฤดูฝนได้ “



ฟังเพลงรณรงค์โรคจากฤดูฝนที่https://soundcloud.com/prdpc9/cbo7hzkfwyra



Download ประกาศกรมควบคุมโรค เตือนภัยโรคจากฤดูฝนที่http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/tranfers/guideline/2556/2556_06_06_rain.pdf



ดู Clip VDO คำแนะนำป้องกันโรคที่มาจากน้ำท่วมที่http://www.youtube.com/watch?v=fYcJFCanB5Y&feature=share&list=FLjDz8iLfwnqvbZAKinmemhg



ข่าวที่เกี่ยวข้อง “สคร.9 เตือนน้ำหลาก ประชาชนควรเน้นย้ำสิบบัญญัติสกัดโรคที่มากับน้ำท่วม “ ที่https://www.facebook.com/media/set/?set=a.492325610856343.1073741951.162933320462242&type=1







ข่าวนี้สนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 3 กรมควบคุมโรค : การสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงและได้ผล เพื่อป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ



รายละเอียดภาพข่าวนี้








        

 
จิดาภา รอดอยู่ / เผยแพร่

เชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ/ ตรวจทาน

โดย…กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ

สำนักงานป้องควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก

กรมควบคุมโรค รู้ก่อน รู้ทัน ป้องกันได้

โทร 0-5521-4615 -7 ต่อ 333 หรือ 334 โทรสาร 0-5532-1238

Email : dpc9phs@yahoo.com

ดูข่าวสุขภาพใหม่ ๆ ตลอดเวลาได้ที่ http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd


สคร.9 ดำเนินกิจกรรมจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือสังคม แนะผู้ไม่เคยตรวจเอดส์มาก่อนเลยทุกคน ควรไปอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต


เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2556 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค ได้ให้สนับสนุนบุคคลากรพร้อมอุปกรณ์ให้กับสถานสงเคราะห์ผู้ไร้ที่พึ่งวังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ดำเนินกิจกรรมจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือสังคม ในการเจาะเลือดโดยสมัครใจเพื่อหาการติดเชื้อเอชไอวี ให้กับบุคคลไร้ที่พึ่ง เร่ร่อน ขอทาน ผู้ป่วยจิตเวช ผู้ที่มีความบกพร่องในเรื่องการดูแลตนเอง และผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจากโรคติดต่อ ที่อาศัยอยู่ในสถานสงเคราะห์ ฯ กว่า 460 ราย และมีผู้ได้รับคำปรึกษาเข้าร่วมการเจาะเลือดโดยสมัครใจ กว่า 100 ราย




เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ หัวหน้ากลุ่มกลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กล่าวแนะนำว่า โรคเอดส์เป็นโรคติดต่อที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัสเอชไอวี ช่องทางหลักการติดต่อถ่ายทอดเชื้อนี้มากที่สุดกว่าร้อยละ 84 คือ ทางการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่มีเชื้อในร่างกายกับบุคคลทั่วไป ทั้งระหว่างชายกับหญิง ชายกับชาย หรือหญิงกับหญิง ทั้งโดยทางช่องคลอด ทางทวารหนัก และการใช้ปากกับอวัยวะเพศคู่นอนที่มีเชื้อเอชไอวี ขณะนี้โรคเอดส์ยังไม่มียารักษาให้หายขาด มีเพียงยาต้านไวรัสที่ยับยั้งการเพิ่มจำนวนเชื้อในร่างกาย และลดการเจ็บป่วยจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาสเท่านั้น และต้องกินยารักษาไปตลอดชีวิต ดังนั้นการป้องกันตนเองการรับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายจากช่องทางการมีเพศสัมพันธ์ จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยหากจะต้องมีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ไม่ใช่คู่นอนประจำ จะต้องตระหนักว่าต้องป้องกันตนเองด้วยการสวมใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง



เภสัชกรเชิดเกียรติ กล่าวต่อว่า การแพร่ระบาดของโรคเอดส์ขณะนี้เกิดจากการแพร่เชื้อจากคนที่ติดเชื้ออยู่โดยไม่รู้ตัวไปสู้คนอื่นๆทั้งที่เป็นภรรยา หรือ คู่นอน ถ้าประชาชนไม่เคยตรวจเลือดมาก่อนเลย ควรไปตรวจเอดส์กันอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต พบว่าคนที่เคยตรวจเอดส์แล้วไม่พบว่าติดเชื้อ คน ๆ นั้นจะมีการติดเอดส์ในอนาคตน้อยกว่าคนที่ไม่เคยตรวจเอดส์เลยถึง 6 เท่าตัว ดังนั้นทุกคนควรถือว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบ ทั้งต่อตนเอง ต่อครอบครัว และต่อสังคมที่จะต้องรู้ผลเลือดของตัวเอง เหมือนกับการตรวจสุขภาพประจำปี ไม่ควรจะมีการตีตรา หรือมีทัศนคติในแง่ลบต่อการตรวจเอดส์ หรือการติดเชื้อเอชไอวี การตรวจเอดส์ที่มีประโยชน์สูงสุดควรพาคู่นอนไปตรวจด้วยความสมัครใจ ถ้าตรวจแล้วทั้งคู่ไม่พบการติดเชื้อก็ไม่ต้องตรวจอีก แต่ถ้ามีความเสี่ยงขึ้นมาภายหลังก็ต้องตรวจเอดส์ซ้ำอีก แม้จะตรวจแล้วไม่เจอ ก็จะได้ป้องกันตัวเองและคู่นอนจริงจังมากขึ้น และที่สำคัญต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่คู่ของตัวเอง



ข้อความหลัก " ไม่ใช้เข็มร่วมกัน สวมถุงยางอนามัยเมื่อเสี่ยงทุกครั้ง หยุดยั้งโรคเอดส์ "



ฟังเพลงรณรงค์โรคเอดส์เข้าใจง่าย ๆ ที่https://soundcloud.com/prdpc9/83h4d3ozyomw



ดู Clip VDO ความรู้เอชไอวีตรวจเลือด เพื่อก้าวต่อ ที่http://www.youtube.com/watch?v=W7HbP7APVTA



ข่าวที่เกี่ยวข้อง " สคร.9 ร่วมนักวิจัยคาดประมาณจำนวนกลุ่มเป้าหมายเสี่ยงติดเชื้อเอดส์เหนือล่าง " ที่https://www.facebook.com/media/set/?set=a.514889271933310.1073741992.162933320462242&type=1







ข่าวนี้สนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 3 กรมควบคุมโรค : การสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงและได้ผล เพื่อป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ



รายละเอียดภาพข่าวนี้ https://www.facebook.com/media/set/?set=a.519053698183534.1073741998.162933320462242&type=1





        

จิดาภา รอดอยู่ /รายงาน / เผยแพร่

เชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ/ ตรวจทาน

โดย…กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ

สำนักงานป้องควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก

กรมควบคุมโรค รู้ก่อน รู้ทัน ป้องกันได้

โทร 0-5521-4615 -7 ต่อ 333 หรือ 334 โทรสาร 0-5532-1238

Email : dpc9phs@yahoo.com

ดูข่าวสุขภาพใหม่ ๆ ตลอดเวลาได้ที่ http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd

วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สคร.9 เผยเด็กป่วยด้วยโรคปอดบวมเป็นแสน ตายมากกว่า 100 ต่อปี วอนร่วมกันระวังลูกหลาน


เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในวันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี ทางราชการกำหนดให้เป็นวันแม่แห่งชาติ เพื่อให้เกียรติและตระหนักในความสำคัญของแม่ และสิ่งที่คู่กับแม่ก็คือลูกที่เป็นเด็กเล็กที่มีความเสี่ยงป่วยด้วยโรค "ปอดบวม" ได้ง่าย โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส ทำให้เกิดการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจจนเกิดอาการอักเสบบริเวณเนื้อปอดและหลอดลม จัดเป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจในเด็กที่รุนแรงและเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยและทั่วโลก บางครั้งอาจทำให้เกิดความพิการ และหากป่วยรุนแรงมีความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง หรือผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งส่วนใหญ่เด็กจะป่วยด้วยโรคปอดบวมมากในช่วงฤดูฝน หรือปลายฝนต้นหนาว




พบว่าปีหนึ่งๆ มีเด็กทั่วโลกกว่า 2 ล้านคนเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวม หรือผู้ป่วยเด็กเสียชีวิตจากโรคปอดบวม 1 คน ทุก 15 วินาที สำหรับประเทศไทยในแต่ละปีมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่ป่วยเป็นโรคปอดบวมกว่า 1 แสนคนและเสียชีวิตกว่า 100 คน พื้นที่มีอัตราป่วยสูงสุดคือ ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงควรระวังกลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงดังนี้



• เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปี

• เด็กที่มีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย เด็กคลอดก่อนกำหนด

• เด็กที่มีภาวะทุโภชนาการ

• เด็กที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคทางสมอง

• เด็กที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำหรืออยู่ในชุมชนแออัด สุขาภิบาลไม่ดี

• เด็กที่ได้รับควันบุหรี่จากบุคคลรอบข้าง

• เด็กที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กที่มีจำนวนเด็กมาก ๆ



ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องกระตุ้นให้แม่หรือผู้ดูแลเด็กทราบถึงวิธีการดูแลและป้องกันโรคปอดบวมในเด็ก โดยมีคำแนะนำ สำคัญในการป้องกันโรคปอดบวมในเด็กดังนี้



1. หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปอยู่ในสถานที่เสี่ยง เช่น โรงพยาบาล โรงหนัง ห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่มีคนมาชุมนุมกันหนาแน่น

2. กรณีที่เด็กป่วยมีอาการของไข้หวัด ให้หยุดเรียน พักผ่อนรักษาที่บ้านจนกว่าจะหาย

3. ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะให้เด็กรับประทานเอง ควรปรึกษาสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านเพื่อให้การรักษาอย่างถูกต้อง

4. ดูแลสุขภาพเด็กให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง

5. หัดให้เด็กมีนิสัยล้างมือบ่อยๆ ก่อนรับประทานอาหาร หลังจับต้องสิ่งของสกปรกและหลังจากเข้าห้องน้ำทุกครั้ง

6. ผู้ดูแลเด็กที่ป่วยมีไข้ ไอ จาม ควรใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากหรือจมูกหรือสวมหน้ากากอนามัย และหมั่นล้างมือบ่อย ๆ



เภสัชกรเชิดเกียรติ กล่าวทิ้งท้ายว่า พ่อแม่ผู้ปกครองควรสังเกตุอาการของโรคและทราบวิธีการการดูแลเด็กป่วยเบื้องต้น หากเด็กเล็กป่วยเป็นไข้หวัดในบางรายอาจมีโรคปอดบวมแทรกซ้อนได้ ดังนั้นมารดาหรือผู้ปกครองต้องคอยสังเกตอาการและดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด โดยการให้ดื่มน้ำหรือนมบ่อยๆ กินอาหารที่ย่อยง่าย หากมีไข้ให้เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำธรรมดาและอาจให้กินยาพาราเซตามอล ให้เด็กนอนพักผ่อนให้เพียงพอ อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายป่วยภายใน 1 สัปดาห์ แต่หากไม่ดีขึ้นโดยเด็กมีอาการซึมลง ไม่กินน้ำ ไม่กินนม มีอาการไข้สูง ไอ หายใจหอบเร็ว หายใจมีเสียงฮืดหรือเสียงหวีด หายใจแรงจนชายโครงบุ๋ม ซึ่งเป็นสัญญาณของการอาการปอดบวม ให้รีบพาเด็กไปพบตรวจรักษาที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านทันที เพื่อรับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก อันตรายต่างๆ จะน้อยลง



ข้อความหลัก “ โรคปอดบวมอันตราย เด็กมีไข้ ไอหายใจถี่ หอบ รีบพาไปหาหมอใกล้บ้านทันที “



ฟังสปอร์ตวิทยุรณรงค์โรคปอดบวมที่https://app.box.com/s/lvss5clhtgp9ksdhq3ui



ดู Clip VDO สู้โรคไข้หวัดใหญ่ที่http://www.youtube.com/watch?v=cp8LsLb3nl0&feature=share&list=PLA7D4264010BCE1B2



Download ประกาศกรมควบคุมโรค เตือนภัยโรคจากฤดูฝนที่http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/tranfers/guideline/2556/2556_06_06_rain.pdf



ข่าวที่เกี่ยวข้อง “ สคร.9 เตือนภัย ฝนมา อากาศเปลี่ยน คนป่วยง่าย ให้ระวัง 5 กลุ่มโรคพิเศษ ให้เคร่งครัดปฏิบัติ 15 มาตรการ “ ที่ https://www.facebook.com/media/set/?set=a.469297819825789.1073741912.162933320462242&type=1









ข่าวนี้สนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 3 กรมควบคุมโรค : การสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงและได้ผล เพื่อป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ



รายละเอียดภาพข่าวนี้ทั้งหมด https://www.facebook.com/media/set/?set=a.496368280452076.1073741960.162933320462242&type=1









จิดาภา รอดอยู่ / เผยแพร่

เชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ/ ตรวจทาน

โดย…กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ

สำนักงานป้องควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก

กรมควบคุมโรค รู้ก่อน รู้ทัน ป้องกันได้

โทร 0-5521-4615 -7 ต่อ 333 หรือ 334 โทรสาร 0-5532-1238

Email : dpc9phs@yahoo.com

ดูข่าวสุขภาพใหม่ ๆ ตลอดเวลาได้ที่ http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd